คุณยังไม่ใช่ “Master Chef”

ช่วงนี้ผมติดรายการนี้มากชนิดดูแบบเอาเป็นเอาตาย ตอนต่อตอน ทั้งซีซั่น 1 ซีซั่น 2 ผสมกันมั่วไปหมด หลายคนที่เคยดูรายการนี้มาก่อนแล้ว อาจกำลังคิดว่าไอ้นี่มันบ้า หรือ มันหิว ถึงได้ดูรายการ “Master Chef Thailand” ได้ติดงอมแงมอะไรปานนั้น

ผมตอบตามตรงเลยนะครับว่า ผมหิวฮ่าๆๆๆ แต่หิว ที่ว่าของผมคือหิววิชาความรู้ที่ผมจะสามารถหามันมาได้จากรายการแข่งขันกันทำอาหารอย่าง “Master Chef Thailand” นี่ล่ะ

ประโยคหนึ่งที่ผม โคตะระ ชาบู เอ้ย !!! โคตะระ ชอบ จากรายการนี้เลยก็คือ

 

ถ้าคุณจะเป็น Master Chef ได้ คุณต้องใส่ใจในรายละเอียดของอาหาร ที่คุณกำลังทำให้ผู้คนกิน

เพราะมันไม่ใช่แค่เพียงรสชาติ แต่มันหมายความรวมไปถึงความสะอาดและการถูกสุขลักษณะอนามัยด้วย

 

มันหมายถึงอะไรแล้วมันเกี่ยวยังไงกับงาน HR น่ะหรือครับ อ่านตามมานะ ผมการันตี คุณอ่านจบเรื่องนี้ คุณจะได้มุมมองในงาน HR ที่มากขึ้นอย่างแน่นอน

ในแต่ละสัปดาห์ที่เหล่าบรรดาผู้ที่อยากจะเป็น Master Chef ต้องแข่งขันกันก็คือการทำอาหารภายใต้โจทย์ต่าง และภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างที่ผมสัมผัสได้ก็คือสถานการณ์ของความกดดันไม่ว่าจะมาจากวัตถุดิบในการทำอาหาร คำถามที่ถูกถามจาก Master Chef ทั้ง 3 คน และยังมีสถานการณ์แวดล้อมรอบตัวที่เปลี่ยนไปในแต่ละสัปดาห์

ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกคน และที่สำคัญที่เข้าใกล้กับงาน HR ค่อนข้างมากเลยก็คือ รายการนี้จะใช้เวลาในการแข่งขัน 17 สัปดาห์ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับระยะเวลาที่เราเรียกกันจนติดปากว่าระยะเวลาทดลองงาน นั่นเอง เพราะโดยส่วนใหญ่ บริษัทฯ ทั่วๆ ไป ก็มักจะกำหนดให้มีช่วงระยะเวลาทดลองงานอยู่ที่ 119 วัน หรือประมาณ 16 สัปดาห์ ส่วนทำไมต้อง 119 วันนั้น ก็เพื่อให้ HR น้องใหม่ได้เข้าใจมากขึ้น นั่นก็คือ การจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างจะเริ่มมีผลเมื่อพนักงานทำงานกับบริษัทฯ ไปได้แล้ว 120 วัน ส่วนการเลิกจ้างในกรณีไหนนั้นลองไปหาอ่านกันดู แล้วจะรู้และเข้าใจว่า แท้จริงแล้วการทดลองงานนั้น ไม่มีจริง

ทีนี้ ในรายการ Master Chef ที่ผมเห็นก็คือการคัดออกกับคนที่มีคุณสมบัติตรงกับการเป็น Master Chef น้อยที่สุด ซึ่งเท่าที่ดูแล้วจะมีคุณสมบัติหรือตัวชี้วัดเด็ด อยู่ 2 อย่าง นั่นก็คือ

ผลงานที่เกิดจากอาหารที่ทำซึ่งนับรวมถึงรสชาติ หรือการเป็นไปตามโจทย์ที่กำหนดหรือไม่ ที่บางครั้งอาจมีคำสั่งให้เอามะเขือมาทำเป็นขนมหวาน หรือแม้กระทั่งการที่ต้องเอาปลาร้ามาเป็นส่วนผสมของอาหารที่ต้องการความครีเอทแบบสุดๆ ซึ่งบ่อยครั้งที่เห็นก็คือคนที่มั่นใจในเรื่องนั้นหรือวัตถุดิบเหล่านั้นมากจนเกินไป ต้องกลายเป็นคนที่แพ้ภัยตัวเองและต้องถูกส่งกลับบ้านไปโดยที่ไม่มีข้อแก้ตัว

และสองคือพฤติกรรมในระหว่างการประกอบอาหาร ที่ว่ากันด้วยเรื่องความสะอาดถูกสุขลักษณะและอนามัย ความใส่ใจในรายละเอียด ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและวัตถุดิบอันนั้น และยังมีอีกหลายๆ ความ ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องแสดงออกมาให้คณะกรรมการได้เห็น เพราะบ่อยครั้งที่บางคนทำอาหารไม่ได้แย่ แต่ต้องกลับบ้านไปเพราะไม่สามารถแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อการเป็น Master Chef ให้คณะกรรมการเห็นได้นั่นเอง

ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่กับเวลาที่ HR หรือหัวหน้างานเลือกใช้ในการคัดเลือกคนหรอกครับ ที่เราก็ต้องสร้างสถานการณ์หรือใช้การสัมภาษณ์เพื่อเจาะลึกให้ถึงพฤติกรรมของแต่ละคน เพื่อให้เจอคนที่ใช่สำหรับเราอย่างแท้จริง ประเด็นก็คือว่า เราอาจไม่ได้มีเวลาถึง 16-17 สัปดาห์เพื่อทำการคัดเลือกคน เราอาจมีเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ที่จะต้องทำการตัดสินใจ เพื่อที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า คนที่เราเลือกเข้ามานั้น จะมีความสามารถทำงานให้กับเรา รวมทั้งมีพฤติกรรมที่เข้ากันได้กับทั้งทีมงานและองค์กรได้จริงๆ

อีกอันที่ผมจั่วหัวเอาไว้ว่าสำคัญไม่แพ้กันก็คือการทดลองงานผมเปรียบเทียบระยะเวลาการแข่งขัน 17 สัปดาห์ของการแข่งขัน Master Chef เหมือนกับช่วงเวลาของการทดลองงาน ที่คนที่ไม่ใช่จะถูกคัดออกไปในแต่ละสัปดาห์ จนสุดท้ายก็จะได้ผู้ชนะขึ้นมาเพียงแค่ 1 คน

ประเด็นก็คือ โดยส่วนใหญ่เวลาที่บริษัทฯ รับคนเข้าทำงานไปแล้ว เราได้เข้าไปติดตามดูทั้งผลงานและคุณสมบัติรวมถึงพฤติกรรมการทำงานของพนักงานคนนั้นได้ตลอดช่วงระยะเวลาทดลองงานจริงหรือเปล่า ?

ใน Master Chef ผมเห็น Master Chef ทั้ง 3 คน คอยเดินดู สอดส่อง สอบถาม ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนว่าจะทำอะไร ถึงขั้นตอนไหนแล้ว จะทันเวลาไหม มีจุดไหนที่ต้องปรับปรุง มีจุดไหนที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือแม้กระทั่งให้คำแนะนำว่าควรจะต้องแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร เพื่อไม่ให้มันกลายเป็นสถานการณ์วิกฤติจนอาหารที่ทำมันจะพังพินาศไป และในตอนสุดท้ายก็เป็น Master Chef ทั้ง 3 คน นี่แหละที่จะเป็นคนตัดสินแบบตรงไปตรงมาว่าผู้เข้าแข่งขันคนไหนจะต้องกลับบ้านไปในแต่ละสัปดาห์

เปรียบเทียบกับชีวิตจริงในการทำงานของพวกเราก็แล้วกันนะครับ ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะ HR หรือหัวหน้างานก็ตามแต่ เราได้ใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม หรือติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดแบบที่ Master Chef ทั้ง 3 คนนี้ทำหรือเปล่า แล้วได้บอกโจทย์การทำงานให้พนักงานได้รับทราบอย่างชัดเจนหรือไม่ เคยมีคำแนะนำอะไรบ้างไหม หรือเราเพียงแค่ใช้การได้ยินได้ฟังจากคนอื่นมา แล้วก็เอาสิ่งนั้นมาตัดสินว่าพนักงานคนนี้ใช่หรือไม่ใช่ ในสิ่งที่เราอยากให้เป็น เพราะนั่นไม่ใช่พฤติกรรมของการเป็น Master Chef นั่นเอง

ในส่วนของพนักงานที่กำลังอยู่ในโหมดทดลองงาน คุณมีความพยายามในการเรียนรู้มากแค่ไหน คุณเข้าใจโจทย์ของการทำงานและคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ต้องการนั้นดีหรือยัง แล้วคุณพยายามหาใครมาช่วยเป็นที่ปรึกษาบ้างหรือไม่ เพราะสุดท้าย การทำงานมันคือการทำบางอย่างร่วมกันระหว่างคนที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้า กับอีกคนที่อยู่ในตำแหน่งลูกน้อง ยิ่งคน 2 คนนี้เข้าใจกันมากเท่าไหร่ ความสำเร็จในงานของคนทั้ง 2 คน ก็จะยิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่านั้น

และนี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คุณเก็บไว้พิจารณา เพราะผมก็ไม่อยากให้คุณมาได้ยินประโยคที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกหรอกนะว่า

เสียใจด้วย คุณยังไม่ใช่ Master Chef !!!”

Photo by wx1993

 

แสดงความคิดเห็น
เพิ่มเพื่อน
© 2018-2019 DewHR.CO All rights reserved.

รายละเอียดหลักสูตร
ที่คุณจะได้เรียนตลอดปี

เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความก้าวหน้าในอาชีพ

 

ผมคัดเลือกหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ อย่างพิถีพิถัน ว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ ที่คุณควรรู้และมีทักษะ โดยผ่านประสบการณ์ที่ผมใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ ไปจนถึงตัดสินว่าใครจะได้รับการโปรโมทเลื่อนขั้น

นอกเหนือจากที่ใช้ในการคัดเลือกคนและตัดสินการโปรโมทเลื่อนขั้นแล้ว ผมยังใช้มันด้วยตัวเองเพื่อให้ก้าวหน้าจากเจ้าหน้าที่แล็ป ผ่านการเป็นพนักงานขาย แล้วมาทำงาน HR จนมาถึงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทฯ ในทุกวันนี้ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้คุณเห็นความก้าวหน้าของตัวเองอย่างแน่นอน ถ้าคุณเข้าเรียนกับผมไม่ว่าจะเป็นผ่านการสอนสดหรือกลับมาดูย้อนหลัง

นอกเหนือจากหลักสูตรที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน 12 ครั้งในระยะเวลา 12 เดือนนี้แล้ว ผมยังมีแถมเรื่องพิเศษเกี่ยวกับ The Growth Spiral ให้อีก 1 ครั้ง และพิเศษไปกว่านั้น คือผมจะมาตอบคำถามหรือทำการโค้ชแบบกลุ่มให้คุณแบบสดๆ ด้วย เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเข้ามาตอบคำถามหรือเป็นที่ปรึกษาให้ทุกเดือน เพราะสำหรับโปรแกรมนี้ ผมไม่ได้คิดว่าจะมาแค่สอน แต่มันคือการเป็นพี่เลี้ยงให้พวกคุณอย่างเต็มรูปแบบ

อ่านรายละเอียดหลักสูตรด้านล่างเพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลย

ตอนที่ 1 รู้เป้าหมายและรู้จักจุดแข็งของตัวเอง (มี.. – มิ.. 2562)

1. Job Description, เป้าหมายในการทำงาน และการตั้ง OKRs ให้ตัวเอง

เพื่อตั้งเป้าหมายในงานของคุณให้ได้ มีแผนการทำงานที่ชัดเจนในการสร้างผลงานให้เกิดความแตกต่างจากที่ผ่านมา

2. Faces, the real you – รู้จักตัวเองแท้ๆ ข้างใน

รู้จักตัวเองก่อนในทุกด้าน เพื่อการเลือกใช้ด้านใดด้านหนึ่งในการพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้า

3. Coach ตัวเองได้ ด้วยการใช้ GROW model

เพื่อรู้จักหลักการ Coach ตัวเองในขั้นต้น เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการพัฒนาตัวเองในลำดับถัดไป

4. DISC กับการเข้าใจตัวเองและผู้อื่น

เพื่อเข้าใจความแตกต่างของคน และใช้ในการสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจกัน

ตอนที่ 2 รู้วิธีคิดที่จะทำให้ชีวิตก้าวหน้า (.. – .. 2562)

5. Adaptive leadership – ภาวะผู้นำที่สามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์

เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวได้ของตัวเรา

6. Critical Thinking การคิดเชิงวิพากษ์เพื่อเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง

เพื่อเข้าใจวิธีคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และการนำไปใช้ในการคิดเพื่อแก้ปัญหา

7. Strategic Thinking การคิดเชิงกลยุทธ์

เพื่อสร้างกลยุทธ์ในการทำงานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

8. Developing your Decision Making – ทักษะสำคัญที่ใช้ในการตัดสินใจ

เพื่อเข้าใจวิธีการในการสร้างทางเลือกเพื่อการตัดสินใจและการวิเคราะห์ให้รอบด้าน

ตอนที่ 3 รู้วิธีทำที่จะนำมาสู่ความสำเร็จ (.. 2562 – ..2563)

9. Kaizen your job – การพัฒนางานของคุณด้วยหลัก Kaizen

เพื่อเข้าใจหลักการและการนำ Kaizen มาใช้ในการพัฒนางานของตัวเอง

10.Habits of successful people – นิสัยของผู้ประสบความสำเร็จ

เพื่อเข้าใจนิสัยต่างๆ ของคนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำมาปรับใช้ในงานของตัวเอง

11.Branding yourself – สร้างแบรนด์ตัวคุณขึ้นมา

เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ของตัวเรา ให้คนจดจำ

12.Presentation skills and Techniques – ทักษะและเทคนิคในการนำเสนองาน

เพื่อปรับปรุงทักษะและเทคนิคในการนำเสนอผลงาน

ตอนพิเศษ รู้จักแก่นของการเจริญเติบโต (จะกำหนดวันสอนในภายหลัง)

13.Growth Spiral – เกลียวของการเติบโตก้าวหน้าในอาชีพ (หลักสูตรนี้แถมให้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมใช้ในการเติบโตก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้)

เพื่อเข้าใจหลักคิดและพฤติกรรมที่สำคัญที่มีส่วนให้เกิดความก้าวหน้าในการทำงาน

 

สิ่งที่อยากฝากทิ้งท้ายไว้ในตอนนี้ก็คือว่า ถ้าคุณเข้าเรียนแล้ว ไม่เห็นผลในการพัฒนา ให้ติดต่อกลับมาแล้วเราจะคืนเงินให้คุณเต็มจำนวน และถ้าใครพัฒนาตัวเองขนาดนี้แล้ว บริษัทฯ ปัจจุบันยังไม่เห็นค่า ให้ติดต่อผมมา เพราะอย่าลืมนะว่า ผมเป็น Head Hunter มาหลายปีเลยทีเดียว

ผมจะเปิดรับสมัครสมาชิกแบบ Premium นี้ในวันที่ 4 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป ในราคาที่คุณจับต้องได้ จะเป็นเท่าไหร่ขอให้รอติดตามกันอีกที ส่วนถ้าใครสนใจและอยากรู้ตอนนี้ สามารถ Inbox เข้ามาถามได้ที่ Facebook Page: Dew HR ข้างบ้าน หรือ Line@: @hrathome ได้เลย

ผมลืมบอกไป...

นอกเหนือจากนี้แล้ว มีสิ่งที่ผมเตรียมไว้ให้อีกประมาณ 2 อย่างในเบื้องต้น คือ

  1. คู่มือการสร้างความเติบโตก้าวหน้าในอาชีพ ที่ผมกลั่นกรองเอาเฉพาะสูตรสำเร็จที่ผมเคยใช้มันกับตัวเองมาแล้วล้วนๆ อยากบอกว่ามันจะเป็นคู่มือที่มีชีวิต เพราะผมจะอัพเดทมันอยู่ตลอดเวลา
  2. The Book of Malasa – The Journey of ourselves หนังสือที่จะพาคุณไปค้นหาและสร้างตำนานชีวิตของคุณ ผมได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ในวันที่ผมไม่เหลือความมั่นใจในตัวเอง ทำตัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน โอนเอนไปตามกระแสที่คนรอบข้างอยากให้ทำ จนมาวันหนึ่งที่ผมได้รู้ซึ้งและเข้าใจว่า การเป็นตัวของตัวเองสำคัญอย่างไร มันก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อ่านดูแล้วอาจจะยังไม่เชื่อ เอาไว้ผมจะมาเล่าให้คุณฟัง
  3. ส่วนอื่นๆ จะเติมมาเรื่อยๆ ตลอด เพราะผมถือว่าคุณคือสมาชิกในครอบครัวที่ผมต้องดูแลและพาคุณไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ ในฐานะของพี่ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลน้องๆ

การตัดสินใจอยู่ที่คุณแล้วล่ะครับ...

 

สมาชิก PREMIUM Coming Zoon