คุณเป็นใครเมื่อไปสมัครงาน?

หน้ากากสมัครงาน ถอดหน้ากากครับ !!!”

 

เสียงคุณกันต์ กันตถาวร กำลังบอกให้ผมถอดหน้ากากสมัครงานที่ปิดบังใบหน้าผมไว้ออกมา หลังจากที่ถูกคณะกรรมการสัมภาษณ์ทำการสอบถามผมผ่านไปแล้วในเวลา 2 นาที แต่แล้วก็กลายเป็นผมที่ปิดบังอำพรางตัวเองไว้ไม่มิด จนเป็นเหตุให้คุณกันต์ต้องสั่งให้ผมถอดหน้ากากออกมาเพื่อเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงนั่นแล

ใช่แล้วล่ะครับ วันนี้จะมาเล่าให้อ่านผ่านตัวหนังสือ ที่ว่ากันด้วยเรื่อง เทคนิคในการถอดหน้ากากสมัครงานออกจากหน้าผู้สมัครของเรา ที่ล้วนเตรียมตัวมาตอบคำถามได้เป็นอย่างดี

ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะในยูทูป กูเกิล หรือเฟสบุ๊ค ต้องถือว่าเป็นยุคที่มีข้อมูลเรื่องการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานอยู่เต็มจนล้นกันไปเลยจริงๆ 

เพราะฉะนั้นถ้าพวกเราเหล่า HR จะไม่ฝึกหัดจนเชี่ยวในเทคนิคการคัดเลือกคนเพื่อใช้ในการถอดหน้ากากสมัครงานแล้วล่ะก็คงจะยากเหลือทีที่จะได้รู้ตัวตนที่แท้จริงภายใต้หน้ากากที่ผู้สมัครอาจใส่มาสัมภาษณ์งานในวันที่ต้องเจอกับพวกเรา เพราะนั่นอาจทำให้เราหลงผิดและพลาดไป มัวแต่มึนงงกับรอยยิ้มและคำตอบที่ดูเหมือนใช่ จนวางใจคัดเลือกคนคนนั้นเข้ามาทำงาน

และนี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมอยากจะเอามาเล่าให้ได้เข้าใจกันถึงวิธีการของการถอดหน้ากากในวันสัมภาษณ์งาน !!!

คำถามประเภท คุณชอบทำงานแบบไหน ชอบหัวหน้าแบบไหน ถ้าเจอเพื่อนร่วมงานทำแบบนี้คุณจะทำอย่างไร” และอีกหลายๆ คำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ถ้า ต่างๆ นานา เห็นทีว่าคุณคงจะไม่ได้คำตอบอะไรที่มากมายไปกว่าคำตอบในแบบที่เป็นบล็อคเดียวกัน นั่นคือคำตอบที่ทำให้เรารู้สึกถูกใจและชอบพอ แต่สุดท้ายก็ยังบอกไม่ได้อยู่ดีว่านั่นคือตัวตนของเขาหรือพฤติกรรมที่เขาเคยทำมาแล้วจริงๆ

ผมมีเทคนิคมาแนะนำ แต่ใครจะทำตามหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะพิจารณา เทคนิคที่ว่าไม่ได้มีอะไรยุ่งยากวุ่นวายจนเกินไป แต่คุณอาจต้องใช้เวลาในการฝึกและพัฒนา ผมไม่ได้หมายถึงทุกคนหรอกนะ แต่อาจมีบางคนที่อาจจะยังไม่เคยใช้วิธีการเหล่านี้มาก่อนเลยก็ได้

เปลี่ยน Mindset ใหม่จากการใช้คำว่าสัมภาษณ์พนักงานมาเป็นการคัดเลือกพนักงาน

เพราะเมื่อไหร่ที่เราใช้คำว่าสัมภาษณ์ สมองมันจะพาเราไปนึกถึงการตั้งคำถามโดยทันที ซึ่งจริงๆ แล้ว วัตถุประสงค์ในการสรรหาคนเข้ามาทำงาน เราอาจไม่ได้ต้องการคนที่ตอบคำถามได้เก่ง แต่เราน่าจะต้องการคัดเลือกคนที่สามารถเข้ากันได้กับองค์กร ทีมงาน และมีความรู้ความสามารถในงานที่จะให้ทำ ด้วยการแสดงให้เห็นถึงผลงานที่ผ่านมาแล้วนั่นเอง ซึ่งเมื่อเราใช้คำว่าการคัดเลือกพนักงานสมองคุณก็จะเปิดกว้างไปได้อีกหลายวิธีที่ไม่ติดกับอยู่กับการนั่งถามคำถามกันไปมาเพียงอย่างเดียว

ใช้วิธีการ Role Play บ้างก็ได้

หากตำแหน่งที่คุณกำลังทำการคัดเลือกอยู่นั้น สามารถให้ทำบทบาทสมมติอะไรได้บางอย่าง เรื่องนี้ผมเคยเจอมาเองกับตัวในสมัยที่มีความอยากจะเป็นเซลล์จนเข้าขั้น ถึงขั้นทนไม่ไหวต้องไปสมัครตำแหน่งนี้ให้เขาคัดเลือกผมเข้าทำงาน และสิ่งที่ผมเจอก็คือสิ่งที่ง่ายที่สุดแต่ตอบได้ยากที่สุด และต้องมีไหวพริบปฏิภาณรวมถึงความสามารถในการเป็นเซลล์ในขั้นอาจจะสูงสูดกับสถานการณ์ที่ผมได้รับมอบหมายในเวลานั้น ตอนนั้น คือ น้องช่วยลุกขึ้น แล้วขายเก้าอี้ตัวที่น้องนั่งให้พี่ซื้อหน่อย แม่จ้าววววนี่พี่ไม่ต้องคิดอะไรเลยใช่มั้ย ผมสมัครมาขายสารเคมี แต่พี่มาให้ผมขายเก้าอี้ตัวนี้นี่อะนะ อะไรกันนี่ !!!” ผมไม่ได้อุทานอะไร แค่คิดในใจเท่านั้นล่ะ คุณคงรู้คำตอบดีอยู่แล้วล่ะว่าผมได้งานนั้นหรือไม่ เพราะตอนนี้ผมกำลังเขียนบทความเกี่ยวกับ HR และทำงานทางด้าน HR อยู่ (ถ้ามุกนี้ไม่ฮา โปรดให้อภัย)

สร้างสถานการณ์ที่ทำให้สังเกตพฤติกรรมอะไรบางอย่างได้

ลักษณะนี้อาจจะต้องทำกิจกรรมเป็นกลุ่มนิดนึง โดยที่คุณก็ต้องตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อนว่าคุณอยากสังเกตพฤติกรรมของพวกเขาทางด้านไหน ไม่ใช่ว่าให้สร้างก็สร้างเลย โดยไม่คิดอะไร เพราะคุณก็จะไม่ได้อะไรขึ้นมาเช่นกัน พูดแบบนี้คุณอาจจะกำลังเคืองผมอยู่ว่าแล้วพี่จะเอามาบอกเพื่อ ??? เอาแบบนี้ก็ได้ จะยกตัวอย่างให้ 1 ตัวอย่างถ้วนๆ ผมอยากสังเกตพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผมก็เลยสร้างกิจกรรมขึ้นมาโดยให้ผู้สมัครงาน ทำกิจกรรมการสร้างหอคอยร่วมกัน โดยมีอุปกรณ์ที่ไม่น่าจะสามารถทำได้ให้ เช่น กระดาษ หลอด เทปกาว กรรไกร โดยมีข้อแม้ว่าหอคอยต้องสูงที่สุดและสามารถรับน้ำหนักขนม 1 ชั้น ที่มีน้ำหนักประมาณ 200 กรัมได้ ให้เวลาทำ 30 นาที จบ เริ่มได้ เอ้า ลุย !!!

ข้อนี้เอาแบบคลาสสิกบ้างก็แล้วกัน คือการถามคำถามเชิงพฤติกรรมนั่นแล

ก็อย่างที่เรารู้ๆ กันแหละครับว่าคำถามเชิงพฤติกรรมก็ยังเป็นอะไรที่คลาสสิกและที่เรายังคงต้องทำอยู่ เพราะเราอาจไม่สามารถจัดกิจกรรมโดยให้คนคนเดียวที่มาสมัครงานกับเราทำได้ เพราะเค้าคนนั้นคงจะแปลกใจว่าบริษัทฯ นี้อะไรของมันนัดมาสัมภาษณ์ 1 วันแล้วให้ทำกิจกรรมทั้ง 8 ชั่วโมง

คำถามเชิงพฤติกรรมที่คุ้นเคยก็คือ STAR Concept นั่นแหละ ที่ว่ากันด้วยเรื่อง Situation (สถานการณ์เป็นอย่างไร) – Task (มีอะไรที่ต้องจัดการ) – Action (จัดการไปอย่างไร) – Result (ผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไร) ยกตัวอย่างให้อีก 1 ตัวอย่างเพื่อการทำความเข้าใจที่มากขึ้นก็แล้วกัน เช่น คุณกำลังอยากรู้ว่าเค้าคนนั้นมีพฤติกรรมที่มุ่งเน้นต่อผลสัมฤทธิ์ของงานหรือไม่ คุณก็อาจจะถามเขาออกไปว่าช่วยยกตัวอย่างงานที่คุณทำแล้วประสบความสำเร็จสูงสุดจนคุณประทับใจมาให้ฟังหน่อยแล้วอาจตามด้วยคำถามน้อยๆ อีกว่าคุณทำอย่างไร เจออุปสรรคอะไรบ้างไหมในตอนที่ลงมือทำ แล้วผ่านมันมาได้อย่างไรจนทำให้คุณประทับใจงานนั้นได้จนถึงทุกวันนี้

บางคนอาจบอกว่า แม่จ้าวววว !!! นี่แค่คำถามเพื่อหาพฤติกรรมการมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานเพียงอันเดียวหรือนี่ ทำไมมันยาวจัง ผมก็จะตอบว่า พ่อจ้าวววว !!! (เพื่ออะไรเนี่ย)

ถ้าคุณประเมินให้ดีและฟังคำตอบให้ดี คุณอาจได้เห็นพฤติกรรรมตัวอื่นที่ติดสอยห้อยตามกันมา

ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในการวางแผน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การหาและให้ความร่วมมือ และอีกร้อยแปดพันประการตามที่หูคุณจะได้ยินและสมองจะประมวลผลออกมา

แต่ที่สำคัญก็คือคุณต้องรู้ก่อนว่าพฤติกรรมที่คุณต้องการหาสำหรับตำแหน่งงานนั้นคืออะไร และพฤติกรรมแบบไหนที่คุณต้องการ มิเช่นนั้น คุณก็จะได้รับการฟังเรื่องราวแบบรื่นหูดูดี แต่ไม่ได้อะไรเลย !!!

เทคนิคในการถอดหน้ากากนั้นมีได้มากมายหลายเทคนิค สิ่งที่ผมเอามาแนะนำก็อาจเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นเอง แต่เรื่องหลักเรื่องสำคัญในการคัดเลือกคน ก็คือการที่ต้องทำให้เห็นได้ถึงพฤติกรรมที่เขาคนนั้นมีอยู่ในตัวตนอย่างแท้จริงภายใต้หน้ากากที่เขาใส่มาสมัครงานและต้องการให้เราคัดเลือกเขาเข้ามาร่วมงาน

และบทสรุปส่งท้ายภายใต้หน้ากากสมัครงานก็จะมีอยู่ว่า

การคัดเลือกคนเข้าทำงานอย่างถูกวิธีอาจทำให้มองเห็นอะไรบางอย่างได้ในช่วงสั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องของพฤติกรรมนั้น มันต้องดูกันยาวๆ

เพราะที่สุดแล้วมันจะไม่มีใครหรอกที่สามารถใส่หน้ากากที่ไม่ใช่ตัวเราไปทำงานอยู่ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงทั้งฝั่งคนสัมภาษณ์และคนสมัครงาน เพื่อที่จะคัดเลือกเอาคนที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข น่าจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่านั่นเอง

ถอดหน้ากากออกเถอะครับ ประโยคนี้คุณกันต์ไม่ได้กล่าว แต่เป็นผมนี่ล่ะที่อยากจะฝากบอกไปถึงทุกๆ คน ด้วยความรักและห่วงใย

อุ๊ย !!! ทำไมจบแบบซึ้งแบบนี้ไปได้ไงฟระเนี่ย ช่วยปรับอารมณ์ตามหน่อยก็แล้วกันเนอะ

แสดงความคิดเห็น
เพิ่มเพื่อน
© 2018-2019 DewHR.CO All rights reserved.

รายละเอียดหลักสูตร
ที่คุณจะได้เรียนตลอดปี

เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความก้าวหน้าในอาชีพ

 

ผมคัดเลือกหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ อย่างพิถีพิถัน ว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ ที่คุณควรรู้และมีทักษะ โดยผ่านประสบการณ์ที่ผมใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ ไปจนถึงตัดสินว่าใครจะได้รับการโปรโมทเลื่อนขั้น

นอกเหนือจากที่ใช้ในการคัดเลือกคนและตัดสินการโปรโมทเลื่อนขั้นแล้ว ผมยังใช้มันด้วยตัวเองเพื่อให้ก้าวหน้าจากเจ้าหน้าที่แล็ป ผ่านการเป็นพนักงานขาย แล้วมาทำงาน HR จนมาถึงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทฯ ในทุกวันนี้ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้คุณเห็นความก้าวหน้าของตัวเองอย่างแน่นอน ถ้าคุณเข้าเรียนกับผมไม่ว่าจะเป็นผ่านการสอนสดหรือกลับมาดูย้อนหลัง

นอกเหนือจากหลักสูตรที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน 12 ครั้งในระยะเวลา 12 เดือนนี้แล้ว ผมยังมีแถมเรื่องพิเศษเกี่ยวกับ The Growth Spiral ให้อีก 1 ครั้ง และพิเศษไปกว่านั้น คือผมจะมาตอบคำถามหรือทำการโค้ชแบบกลุ่มให้คุณแบบสดๆ ด้วย เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเข้ามาตอบคำถามหรือเป็นที่ปรึกษาให้ทุกเดือน เพราะสำหรับโปรแกรมนี้ ผมไม่ได้คิดว่าจะมาแค่สอน แต่มันคือการเป็นพี่เลี้ยงให้พวกคุณอย่างเต็มรูปแบบ

อ่านรายละเอียดหลักสูตรด้านล่างเพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลย

ตอนที่ 1 รู้เป้าหมายและรู้จักจุดแข็งของตัวเอง (มี.. – มิ.. 2562)

1. Job Description, เป้าหมายในการทำงาน และการตั้ง OKRs ให้ตัวเอง

เพื่อตั้งเป้าหมายในงานของคุณให้ได้ มีแผนการทำงานที่ชัดเจนในการสร้างผลงานให้เกิดความแตกต่างจากที่ผ่านมา

2. Faces, the real you – รู้จักตัวเองแท้ๆ ข้างใน

รู้จักตัวเองก่อนในทุกด้าน เพื่อการเลือกใช้ด้านใดด้านหนึ่งในการพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้า

3. Coach ตัวเองได้ ด้วยการใช้ GROW model

เพื่อรู้จักหลักการ Coach ตัวเองในขั้นต้น เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการพัฒนาตัวเองในลำดับถัดไป

4. DISC กับการเข้าใจตัวเองและผู้อื่น

เพื่อเข้าใจความแตกต่างของคน และใช้ในการสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจกัน

ตอนที่ 2 รู้วิธีคิดที่จะทำให้ชีวิตก้าวหน้า (.. – .. 2562)

5. Adaptive leadership – ภาวะผู้นำที่สามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์

เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวได้ของตัวเรา

6. Critical Thinking การคิดเชิงวิพากษ์เพื่อเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง

เพื่อเข้าใจวิธีคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และการนำไปใช้ในการคิดเพื่อแก้ปัญหา

7. Strategic Thinking การคิดเชิงกลยุทธ์

เพื่อสร้างกลยุทธ์ในการทำงานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

8. Developing your Decision Making – ทักษะสำคัญที่ใช้ในการตัดสินใจ

เพื่อเข้าใจวิธีการในการสร้างทางเลือกเพื่อการตัดสินใจและการวิเคราะห์ให้รอบด้าน

ตอนที่ 3 รู้วิธีทำที่จะนำมาสู่ความสำเร็จ (.. 2562 – ..2563)

9. Kaizen your job – การพัฒนางานของคุณด้วยหลัก Kaizen

เพื่อเข้าใจหลักการและการนำ Kaizen มาใช้ในการพัฒนางานของตัวเอง

10.Habits of successful people – นิสัยของผู้ประสบความสำเร็จ

เพื่อเข้าใจนิสัยต่างๆ ของคนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำมาปรับใช้ในงานของตัวเอง

11.Branding yourself – สร้างแบรนด์ตัวคุณขึ้นมา

เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ของตัวเรา ให้คนจดจำ

12.Presentation skills and Techniques – ทักษะและเทคนิคในการนำเสนองาน

เพื่อปรับปรุงทักษะและเทคนิคในการนำเสนอผลงาน

ตอนพิเศษ รู้จักแก่นของการเจริญเติบโต (จะกำหนดวันสอนในภายหลัง)

13.Growth Spiral – เกลียวของการเติบโตก้าวหน้าในอาชีพ (หลักสูตรนี้แถมให้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมใช้ในการเติบโตก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้)

เพื่อเข้าใจหลักคิดและพฤติกรรมที่สำคัญที่มีส่วนให้เกิดความก้าวหน้าในการทำงาน

 

สิ่งที่อยากฝากทิ้งท้ายไว้ในตอนนี้ก็คือว่า ถ้าคุณเข้าเรียนแล้ว ไม่เห็นผลในการพัฒนา ให้ติดต่อกลับมาแล้วเราจะคืนเงินให้คุณเต็มจำนวน และถ้าใครพัฒนาตัวเองขนาดนี้แล้ว บริษัทฯ ปัจจุบันยังไม่เห็นค่า ให้ติดต่อผมมา เพราะอย่าลืมนะว่า ผมเป็น Head Hunter มาหลายปีเลยทีเดียว

ผมจะเปิดรับสมัครสมาชิกแบบ Premium นี้ในวันที่ 4 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป ในราคาที่คุณจับต้องได้ จะเป็นเท่าไหร่ขอให้รอติดตามกันอีกที ส่วนถ้าใครสนใจและอยากรู้ตอนนี้ สามารถ Inbox เข้ามาถามได้ที่ Facebook Page: Dew HR ข้างบ้าน หรือ Line@: @hrathome ได้เลย

ผมลืมบอกไป...

นอกเหนือจากนี้แล้ว มีสิ่งที่ผมเตรียมไว้ให้อีกประมาณ 2 อย่างในเบื้องต้น คือ

  1. คู่มือการสร้างความเติบโตก้าวหน้าในอาชีพ ที่ผมกลั่นกรองเอาเฉพาะสูตรสำเร็จที่ผมเคยใช้มันกับตัวเองมาแล้วล้วนๆ อยากบอกว่ามันจะเป็นคู่มือที่มีชีวิต เพราะผมจะอัพเดทมันอยู่ตลอดเวลา
  2. The Book of Malasa – The Journey of ourselves หนังสือที่จะพาคุณไปค้นหาและสร้างตำนานชีวิตของคุณ ผมได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ในวันที่ผมไม่เหลือความมั่นใจในตัวเอง ทำตัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน โอนเอนไปตามกระแสที่คนรอบข้างอยากให้ทำ จนมาวันหนึ่งที่ผมได้รู้ซึ้งและเข้าใจว่า การเป็นตัวของตัวเองสำคัญอย่างไร มันก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อ่านดูแล้วอาจจะยังไม่เชื่อ เอาไว้ผมจะมาเล่าให้คุณฟัง
  3. ส่วนอื่นๆ จะเติมมาเรื่อยๆ ตลอด เพราะผมถือว่าคุณคือสมาชิกในครอบครัวที่ผมต้องดูแลและพาคุณไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ ในฐานะของพี่ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลน้องๆ

การตัดสินใจอยู่ที่คุณแล้วล่ะครับ...

 

สมาชิก PREMIUM Coming Zoon